เบี้ยเลี้ยงเดินทาง คืออะไร
เบี้ยเลี้ยงเดินทาง คืออะไร สำหรับคนที่ทำงานออกพื้นที่ต่างๆ ควรรู้ไว้ครับ
การออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่บางครั้งอยู่ภายในจังหวัดเดียวกันก็ยังมีความ จำเป็นที่จะต้องออกไปนอกกิจการ เพื่อติดต่อกับลูกค้า หลายกิจการจึงกำหนดให้พนักงานหรือลูกจ้างที่ต้องออกนอกสำนักงาน เพื่อไปติดต่อธุรกิจได้รับเบี้ยเลี้ยง เนื่องจากการออกไปติดต่องานนอกสถานที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นในระหว่างการ เดินทาง ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร เครื่องดื่ม ค่าพาหนะ ค่าที่พัก เป็นต้น
การที่กิจการได้มีการจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้แก่พนักงาน คำว่า “เบี้ยเลี้ยง” หมายถึง เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง เพื่อให้เป็นค่าอาหารประจำวัน ในกรณีที่ออกทำงานนอกสถานที่ตั้งประจำ
กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงให้แก่ ลูกจ้างหรือพนักงานตามประมวลรัษฎากรได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตาม คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.59/2538 กรณีค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางในกรณีที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่นอกสำนักงาน หรือนอกสถานที่เป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณ เพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรจึงมีแนวปฏิบัติดังนี้
1. ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ลูกจ้างหรือผู้มีหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ ได้รับเนื่องจากการเดินทางไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ในประเทศหรือต่างประเทศ เป็นครั้งคราว ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องเข้าลักษณะดังนี้
(1) ต้องเป็นค่าเบี้ยเลี้ยง ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่จะต้อง ปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น
ค่าเบี้ยเลี้ยงจะต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง เพื่อเป็นค่าอาหารกลางวันหรือค่าเครื่องดื่มที่เป็นการจ่ายโดยสุจริตตามความ จำเป็นที่ลูกจ้างต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น เมื่อนายจ้างได้จ่ายค่า เบี้ยเลี้ยงให้แก่ลูกจ้างที่ออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ ข้อสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ การออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ของพนักงานนั้นต้องไม่ได้ออกไปเป็นประจำจึงจะ เข้าหลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ (1) ข้างต้น
เช่น พนักงานขายต่างจังหวัดต้องไปขายสินค้าต่างจังหวัดทุกเดือน และได้รับเบี้ยงเลี้ยงเป็นประจำทุกเดือน เช่นนี้ถือเป็นเงินได้ของลูกจ้างตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ต่อเมื่อเป็นครั้งคราวเท่านั้นไม่ออกไปเป็น ประจำ เช่น พนักงานต้องออกไปติดตั้งเครื่องจักรให้กับลูกค้า ออกไปซ่อมแซมสินค้าให้กับลูกค้า อย่างไรก็ดีสิทธิยกเว้นจะต้องเข้าหลักเกณฑ์ใน (2) ดังนี้
(2) ในกรณีบุคคลดังกล่าวได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราไม่เกินอัตราค่าเบี้ยเลี้ยง สูงสุดที่ทางราชการกำหนดจ่ายให้แก่ข้าราชการ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในประเทศหรือต่าง ประเทศ แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายในลักษณะเหมาจ่าย ให้ถือว่าค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวเป็น ค่าเบี้ยเลี้ยง ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติ งานตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น โดยไม่ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินมาพิสูจน์
ค่าเบี้ยเลี้ยงที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างจะไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ของลูกจ้างต่อเมื่อค่าเบี้ยเลี้ยงนั้นต้องไม่เกินจำนวนเงินสูงสุดที่ทาง ราชการจ่ายให้แก่ข้าราชการตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงเดินทางฯ ฉบับที่ 9 ลงวันที่ 27 กันยายน 2544 ซึ่งเป็นอัตราเหมาจ่าย ซึ่งแยกเป็น 2 กรณีคือ
ก. ค่าเบี้ยเลี้ยงในประเทศ ข้าราชการเบิกได้สูงสุดไม่เกินวันละ 240 บาท
ข. ค่าเบี้ยเลี้ยงไปต่างประเทศ ข้าราชการเบิกได้สูงสุดไม่เกินวันละ 3,100 บาท
ดังนั้น เมื่อนายจ้างได้จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวไม่เกินจำนวนเงินข้างต้น ไม่ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินมาพิสูจน์ก็คือ ไม่ต้องมีใบเสร็จ บิลเงินสด หรือใบกำกับภาษีมาประกอบการจ่ายเงิน เพียงแต่มีหลักฐานหรือรายงานทางบัญชีว่าได้มีการจ่ายเงินให้แก่พนักงานเป็น ค่าเบี้ยเลี้ยง เพื่อออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่เกี่ยวกับเรื่องใด ระยะเวลาในการออกไปปฏิบัติงาน มีลายเซ็นของผู้อนุมัติให้มีการปฏิบัติงานนอกสถานที่ มีหลักฐานการเบิกเงินจากกิจการออกไป
เช่น หลักฐานตามใบสำคัญจ่ายที่พนักงานได้เซ็นชื่อรับเงินค่าเบี้ยเลี้ยง อย่างไรก็ดีกิจการควรจะมีการกำหนดระเบียบปฏิบัติในการเบิกค่าเบี้ยเลี้ยง เดินทางของพนักงานให้ชัดเจนเป็นแนวปฏิบัติเป็นการทั่วไปของกิจการ



