Archive for the ‘วาไรตี้’ Category

คลิป มิสยูนิเวิร์ส 2010 ถ่ายภาพเปลือย!!!

Tuesday, August 17th, 2010

คลิป มิสยูนิเวิร์ส 2010 ถ่ายภาพเปลือย!!!

โค้ดเพลงลงhi5 ใหม่ล่าสุด

Thursday, August 5th, 2010

โค้ดเพลงลงhi5 ใหม่ล่าสุด

โค้ดเพลงความคิดถึงไม่พึ่งปาฏิหาริย์

โค้ดเพลงแค่ที่รัก

โค้ดเพลงเขียนให้ลืมเธอ

โค้ดเพลงแบบไหนที่เธอรัก

โค้ดเพลงอยากลืมว่าเป็นเพื่อนเธอ

โค้ดเพลงยินดีที่ไม่รู้จัก

โค้ดเพลงเคยรักฉันจริงรึเปล่า

ดูโค้ดเพลงย้อนหลังทั้งหมด

http://variety.siam55.com/index.php?action=cat&catid=5

ประวัติสุนทรภู่และผลงาน และเรื่องราวสุนทรภู่ ผลงานของสุนทรภู่ กลอนสุนทรภู่ กลอนแปด

Monday, June 28th, 2010

ประวัติสุนทรภู่และผลงาน และเรื่องราวสุนทรภู่ ผลงานของสุนทรภู่ กลอนสุนทรภู่ กลอนแปด

Siam55.com รวมรวมมานำเสนอทุกๆท่าน

No. หัวข้อ ผู้โพส ตอบ ดู
0117 Guest นิราศสุนทรภู่ ทั้งหมด นิราศสุนทรภู่ 0 0
0116 Guest ภาพสุนทรภู่ ที่นี่เลยเพียบบบครับ ภาพสุนทรภู่ 0 0
0115 Guest กลอนสุนทรภู่กวนๆ แบบนี้ก็มีนะครับกลอนสุนทรภู่ กลอนสุนทรภู่กวนๆ 0 0
0114 Guest กลอนสุนทรภู่สอนหญิง กลอนสุนทรภู่สอนหญิง 0 0
0113 Guest กลอนสุนทรภู่ กลอนแปด กลอนสุนทรภู่ กลอนแปด 0 0
0112 Guest วันสุนทรภู่ตรงกับวันที่ มาดูว่าตรงกับวันไหน วันสุนทรภู่ 0 0
0111 Guest ประวัติสุนทรภู่แบบย่อ เข้าใจง่ายๆจ๊า ประวัติสุนทรภู่แบบย่อ 1 2
0110 Guest ผลงานสุนทรภู่ มาดูผลงานของสุนทรภู่ กันครับ ผลงานสุนทรภู่ 0 0
0109 Guest กลอนสุนทรภู่ กลอนสุนทรภู่ 0 0
0108 Guest สุนทรภู่ ประวัติสุนทรภู่ ประวัติสุนทรภู่และผลงาน ประวัติและผลงานของสุนทรภู่ 0 2

บทสวดมนต์ประจําวัน เอามาฝากครับ

Thursday, June 24th, 2010

บทสวดมนต์ประจําวัน เอามาฝากครับ

ท่านสามารถ Download ได้เลยครับ

บท สวดมนต์ประจำวัน บทสวดมนต์ประจำวัน

http://www.rungnapa-astro.com/PDF/Praybook.pdf

เบี้ยเลี้ยงเดินทาง คืออะไร

Thursday, June 24th, 2010

เบี้ยเลี้ยงเดินทาง คืออะไร สำหรับคนที่ทำงานออกพื้นที่ต่างๆ ควรรู้ไว้ครับ

การออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่บางครั้งอยู่ภายในจังหวัดเดียวกันก็ยังมีความ จำเป็นที่จะต้องออกไปนอกกิจการ เพื่อติดต่อกับลูกค้า หลายกิจการจึงกำหนดให้พนักงานหรือลูกจ้างที่ต้องออกนอกสำนักงาน เพื่อไปติดต่อธุรกิจได้รับเบี้ยเลี้ยง เนื่องจากการออกไปติดต่องานนอกสถานที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นในระหว่างการ เดินทาง ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร เครื่องดื่ม ค่าพาหนะ ค่าที่พัก เป็นต้น

การที่กิจการได้มีการจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้แก่พนักงาน คำว่า “เบี้ยเลี้ยง” หมายถึง เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง เพื่อให้เป็นค่าอาหารประจำวัน ในกรณีที่ออกทำงานนอกสถานที่ตั้งประจำ

กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงให้แก่ ลูกจ้างหรือพนักงานตามประมวลรัษฎากรได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตาม คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.59/2538 กรณีค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางในกรณีที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่นอกสำนักงาน หรือนอกสถานที่เป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณ เพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรจึงมีแนวปฏิบัติดังนี้

1. ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ลูกจ้างหรือผู้มีหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ ได้รับเนื่องจากการเดินทางไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ในประเทศหรือต่างประเทศ เป็นครั้งคราว ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องเข้าลักษณะดังนี้

(1) ต้องเป็นค่าเบี้ยเลี้ยง ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่จะต้อง ปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น

ค่าเบี้ยเลี้ยงจะต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง เพื่อเป็นค่าอาหารกลางวันหรือค่าเครื่องดื่มที่เป็นการจ่ายโดยสุจริตตามความ จำเป็นที่ลูกจ้างต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น เมื่อนายจ้างได้จ่ายค่า เบี้ยเลี้ยงให้แก่ลูกจ้างที่ออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ ข้อสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ การออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ของพนักงานนั้นต้องไม่ได้ออกไปเป็นประจำจึงจะ เข้าหลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ (1) ข้างต้น

เช่น พนักงานขายต่างจังหวัดต้องไปขายสินค้าต่างจังหวัดทุกเดือน และได้รับเบี้ยงเลี้ยงเป็นประจำทุกเดือน เช่นนี้ถือเป็นเงินได้ของลูกจ้างตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ต่อเมื่อเป็นครั้งคราวเท่านั้นไม่ออกไปเป็น ประจำ เช่น พนักงานต้องออกไปติดตั้งเครื่องจักรให้กับลูกค้า ออกไปซ่อมแซมสินค้าให้กับลูกค้า อย่างไรก็ดีสิทธิยกเว้นจะต้องเข้าหลักเกณฑ์ใน (2) ดังนี้

(2) ในกรณีบุคคลดังกล่าวได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราไม่เกินอัตราค่าเบี้ยเลี้ยง สูงสุดที่ทางราชการกำหนดจ่ายให้แก่ข้าราชการ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในประเทศหรือต่าง ประเทศ แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายในลักษณะเหมาจ่าย ให้ถือว่าค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวเป็น ค่าเบี้ยเลี้ยง ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติ งานตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น โดยไม่ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินมาพิสูจน์

ค่าเบี้ยเลี้ยงที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างจะไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ของลูกจ้างต่อเมื่อค่าเบี้ยเลี้ยงนั้นต้องไม่เกินจำนวนเงินสูงสุดที่ทาง ราชการจ่ายให้แก่ข้าราชการตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงเดินทางฯ ฉบับที่ 9 ลงวันที่ 27 กันยายน 2544 ซึ่งเป็นอัตราเหมาจ่าย ซึ่งแยกเป็น 2 กรณีคือ

ก. ค่าเบี้ยเลี้ยงในประเทศ ข้าราชการเบิกได้สูงสุดไม่เกินวันละ 240 บาท

ข. ค่าเบี้ยเลี้ยงไปต่างประเทศ ข้าราชการเบิกได้สูงสุดไม่เกินวันละ 3,100 บาท

ดังนั้น เมื่อนายจ้างได้จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวไม่เกินจำนวนเงินข้างต้น ไม่ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินมาพิสูจน์ก็คือ ไม่ต้องมีใบเสร็จ บิลเงินสด หรือใบกำกับภาษีมาประกอบการจ่ายเงิน เพียงแต่มีหลักฐานหรือรายงานทางบัญชีว่าได้มีการจ่ายเงินให้แก่พนักงานเป็น ค่าเบี้ยเลี้ยง เพื่อออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่เกี่ยวกับเรื่องใด ระยะเวลาในการออกไปปฏิบัติงาน มีลายเซ็นของผู้อนุมัติให้มีการปฏิบัติงานนอกสถานที่ มีหลักฐานการเบิกเงินจากกิจการออกไป

เช่น หลักฐานตามใบสำคัญจ่ายที่พนักงานได้เซ็นชื่อรับเงินค่าเบี้ยเลี้ยง อย่างไรก็ดีกิจการควรจะมีการกำหนดระเบียบปฏิบัติในการเบิกค่าเบี้ยเลี้ยง เดินทางของพนักงานให้ชัดเจนเป็นแนวปฏิบัติเป็นการทั่วไปของกิจการ

ข้อมูลประกันสังคม มาตราต่าง ๆ

Thursday, June 24th, 2010

ข้อมูลประกันสังคม มาตราต่าง ๆ

ประเด็นประกันสังคมแบบต่าง

http://www.siamhrm.com/?catsearch=4&file=category&name=hr

สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน 88/28 หมู่ 4 ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
e-mail:  members@sso.go.th ข้อสงสัยในการ logon เข้าระบบสำหรับผู้ประกันตน
e-mail:  info@sso.go.th สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับงานประกันสังคม
e-mail:  webmaster@sso.go.th ติด ต่อเว็บมาสเตอร์

อันตรายจากสิ่งแวดล้อมในการทํางาน

Thursday, June 24th, 2010

อันตรายจากสิ่งแวดล้อมในการทํางาน มีหลายอย่างมาดูกันครับ

เราสามารถแยกประเภทของ อุบัติเหตุในสำนักงานได้เป็น 7 ประเภท ดังนี้

1. การพลัดตกหกล้ม

เป็นอุบัติเหตุที่ผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานประสบมากที่สุด แต่มักจะละเลยจนดูเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ค่อยได้มีการบันทึกไว้ ดังนั้นหากมีการสอบสวนอุบัติเหตุ สามารถบันทึกการสูญเสียอย่างละเอียดแล้ว จะพบว่าอัตราการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดจากการพลัดตกหกล้มจัดได้เป็น 3 ลักษณะดังนี้

1.1 การลื่นหรือการสะดุดหกล้ม

ลักษณะที่เกิดจะมีทั้งสื่นล้มในพื้นที่ หรือพื้นที่ปูพรม ตรงตำแหน่งรอยต่อของพรม การสะดุดหกล้มมักจะเกิดจากมีสิ่งของวางขวาง หรือมีสายไฟห้อยไว้ระเกะระกะ เช่น สายไฟจากปลั๊กต่อที่พื้นหรือเต้าเสียบ หรือสายไฟที่ลากยาวไปตามพื้น โดยมิได้ติดเทป มักทำให้มีการเตะหรือสะดุดหกล้ม โดยเฉพาะบันไดขึ้นลง อาจมีการลื่นและสะดุดหกล้มเสมอ ๆ ผู้ปฏิบัติงานที่เป็นพนักงานสาว ๆ มักใส่รองเท้าส้นสูง ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุทำให้เกิดการสะดุดและหกล้มได้

1.2 เก้าอี้ล้ม

มักจะเกิดขึ้นจากการที่ผู้ปฏิบัติงานนั่ง หรือเลื่อนเก้าอี้ที่หมุน โดยการใช้เท้าดันออกให้ไหลลื่นแรงเกินไป ในบางกรณีเกิดจากการเอนไปข้างหลังมากเกินไปจนเกิดการหงายไปข้างหลัง บางครั้งผู้ปฏิบัติงานใช้เท้าพาดบนโต๊ะ และเกิดความไม่สมดุลย์ จากการเอียงตัว บางครั้งพบว่าผู้ปฏิบัติงานใช้เก้าอี้โดยไม่สมดุลย์ ทำให้เก้าอี้เลื่อนหนีและร่างกายผู้ปฏิบัติงานจะล้มตกจากเก้าอี้

1.3 การตกจากที่สูง

มักจะมีสาเหตุจากการยืนบนโต๊ะหรือเก้าอี้ที่ไม่สมดุลย์ หรือไม่มั่นคง เช่น เก้าอี้มีล้อ โต๊ะหรือกล่องที่วางรองรับไม่แข็งแรง เมื่อผู้ปฏิบัติงานยืนขึ้นไปหยิบของลงมาอาจทำให้ผู้ปฏิบัติงานหกล้มตกลงมา เป็นอันตรายได้ ในสถานที่บางแห่งเปิดช่องไว้ แล้วไม่ปิดให้เรียบร้อย ผู้ปฏิบัติงานอาจพลาดตกลงไปเป็นอันตราย

2. การยกเคลื่อนย้ายวัสดุ

ผู้ปฏิบัติงานอาจต้องยกของซึ่งใช้ท่าทางการทำงานที่ผิดวิธี โดยไม่ได้รับการฝึกอบรมการจัดขั้นตอนหรือขบวนการทำงานที่ไม่เหมาะสม ทำให้ผู้ปฏิบัติงานต้องเอื้อมหรือเขย่งจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุและอันตรายได้ การยกน้ำหนักมากเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดก่อให้เกิดการหักงอของกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดไหล่ อาการกดทับของประสาท หลักการ หลักการยกเคลื่อนย้ายวัสดุต้องได้รับการฝึกอบรมอย่างถูกวิธีและฝึกให้เป็น นิสัยจนสามารถปฏิบัติได้

3. การถูกชนหรือชนกับสิ่งของ

ในบางพื้นที่แคบหรือในมุมอับจะพบว่า ผู้ปฏิบัติงานมักจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชนกัน หรือชนกับสิ่งของควรจะจัดพื้นที่เพื่อความเหมาะสม ทั้งจัดกระจกเงาติดตำแหน่งแยกทางเพื่อป้องกันการชน

4. การที่วัตถุตกลงมากระแทก

วัตถุที่ตกมักจะวางอยู่ในตำแหน่งที่สูง และไม่มั่นคง เมื่อเกิดการสั่นสะเทือนจะมีการขยับและเลื่อนตำแหน่ง เป็นเหตุให้มีการตกหรือหล่นลงมาถูกศีรษะของผู้ปฏิบัติงานที่อยู่ด้านล่าง การเปิดลิ้นชักของตู้เก็บเอกสาร ผู้ปฏิบัติงานบางคนมักจะเปิดลิ้นชักค้างไว้และไปหาเอกสารในชั้นอื่นต่อไป เรื่อย ๆ ปริมาณเอกสารที่มากจะไหลมาอยู่ในทิศทางเดียวกันทำให้ตู้เก็บเอกสารขาด การสมดุลย์ล้มลงมาทับหรือกระแทกผู้ปฏิบัติงานจนเกิดอันตรายได้เครื่องเย็บ หรือเครื่องตัดกระดาษอาจก่อให้เกิดการกระแทก บาดเจ็บที่มือหรือข้อมือ

5. การถูกบาด

อุปกรณ์สำนักงานบางอย่างจะมีความคมเช่น คัตเตอร์ตัดกระดาษผู้ปฏิบัติงาน หลายคนไม่ทราบวิธีการใช้อุปกรณ์เหล่านี้อย่างถูกต้องทำให้เกิดการบาดเจ็บ แม้กระทั่งกระดาษที่ใช้กับเครื่องถ่ายเอกสารก็มีความคม ขณะที่ผู้ปฏิบัติงานกีดกระดาษบางครั้งจะถูกกระดาษบาดจนเลือดออกได้

6. การเกี่ยวและหนีบ

ในบริเวณที่ปฏิบัติงาน บางครั้งจะพบว่ามีการจัดวางของซึ่งยื่นออกมาจนมีการเกี่ยวผู้ปฏิบัติงานได้ บางครั้งจะพบผู้ปฏิบัติงานถูกประตู หน้าต่าง หรือตู้หนีบจนเกิดการบาดเจ็บ ตลอดจนการแต่งตัวของผู้ปฏิบัติงาน

7. อัคคีภัย

จะถือว่าเป็นอุบัติเหตุประเภทที่รุนแรงที่สุด และทุกคนในสำนักงานก็จะตระหนัก ตื่นเต้น กับอัคคีภัยที่เกิดเสมอ ดังนั้นการฝึกปฏิบัติ การฝึกซ้อมการป้องกันและระงับอัคคีภัยและการอพยพผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานจึง มีความจำเป็น

2 อันตรายจากสภาพแวดล้อม

ในสำนักงานทางด้านกายภาพ ได้แก่ อุณหภูมิ แสง เสียง การระบาย อากาศ ตลอดจนถึงรังสีที่เกิดจากอุปกรณ์เครื่องใช้ของสำนักงานในสำนักงาน นั้น ถ้าหากให้มีอุณหภูมิหรือคุณภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม เช่น ร้อนเกินไป หรือหนาวเกินไปย่อมก่อให้เกิดอุบัติเหตุ โรคปวดศีรษะจากการทำงาน ประสิทธิภาพการทำงานลดลง แสงสว่างในที่ทำงานมีเพียงพอแก่ลักษณะงานที่ทำหรือไม่ ถ้ามีมากเกินไปจนแสงจ้า ( Gare) หรือแสงน้อยเกินไป มีผลต่อการทำงานโดยตรง ต่อการปฏิบัติงาน เป็นต้นเหตุ การเกิดอุบัติเหตุ สภาพห้องที่มีเสียงดังรบกวนต่อสมาธิและการปฏิบัติงานก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ได้ การดำเนินการเพื่อการป้องกันมีรายละเอียดในบทที่ 7 การจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานในสำนักงาน

นอกจากสภาพแวดล้อมทางด้านกายภาพแล้ว ยังมีสภาพแวดล้อมด้านเคมีคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ภายในสำนักงานไม่มีสารเคมี แต่ปริมาณสารเคมีที่ใช้ในสำนักงานมากน้อยเพียงใด ผู้ปฏิบัติงานมักจะมิได้ให้ความสนใจเท่าไรนัก อาจเนื่องมาจากสารเคมีต่าง ๆ มาอยู่ในลักษณะแฝงร่วมกับวัสดุและครุภัณฑ์สำนักงาน และมักมีปริมาณน้อยมากบางครั้งก็ตรวจวัดในบรรยากาศ ไม่พบแต่ปริมาณของสารเคมีที่มีอยู่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งาน และระบบระบายอากาศภายในห้องของสำนักงานนั้น สารเคมีส่วนใหญ่พบ ได้แก่ สารแอมโมเนีย , เมทธานอล, แอสเบสตอส, เบนซิน, โทลูอีน, คาร์บอนไดออกไซด,โอโซน, 1.1.1. ไตรคลอโรอีเทน ไตรคลอโรเอทธิลีน

สารเคมี

แหล่งที่เกิด

อันตราย

แอมโมเนีย,เมทธานอล

เป็น Solv. ใช้ในเครื่องโรเนียว

เคืองตา , ระคายจมูก, คอ

แอสเบสตอส

เพดาน กระเบื้องมุงหลังคา

โรคปอดแร่ใยหินมะเร็งปอด

เบนซิน, โทลูอีน

กาวยาว, น้ำยาทำความสะอาด น้ำยาลบกระดาษไข TONER ในเครื่องถ่ายเอกสาร

ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ง่วง ทำลายตับโดยเฉพาะเกิดมะเร็งในเม็ดเลือด

โอโซน

เครื่องถ่ายเอกสาร อุปกรณ์ไฟฟ้า

เคืองตา จมูก คอ เจ็บอก มึนงงปวดศีรษะ

1,1,1 ไตรคลอโรอีเทน

น้ำยาลบคำผิด น้ำหมึก กาว

ปวดศีรษะ เมื่อยล้า

ไตรคลอโรเอทธิลีน

น้ำยาทำความสะอาด

โรคผิวหนัง คลื่นไส้ อาเจียร

3 อันตรายจากเครื่องถ่ายเอกสาร

เครื่องถ่ายเอกสารเป็นอุปกรณ์สำนักงาน ที่สำคัญอย่างหนึ่งซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งที่แทบทุกสำนักงานจะขาดไม่ได้ เนื่องจากประโยชน์ที่ได้รับมากมายจนผู้ใช้ละเลยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จากการใช้เครื่องถ่ายเอกสารเป็นเวลานาน ปกติแล้วเครื่องถ่ายเอกสารมีส่วนประกอบที่สำคัญอัน ได้แก่ แม่พิมพ์ที่เป็นโลหะ ลูกกลิ้งที่เคลือบด้วยโลหะ ประเภทซิลิเนี่ยม หรือ แคดเมี่ยม และรังสีอัลตราไวโอเลต จะสังเกตุเห็นขณะถ่ายเอกสาร

เครื่องถ่ายเอกสารที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นเครื่องถ่ายเอกสารระบบแห้งจะใช้สะดวกแต่ขณะที่ใช้ก็จะมีอันตรายต่อ สุขภาพจากสารเคมีต่าง ๆ ดังนี้

1. ในหมึกพิมพ์จะมีสาร คาร์ซิโนเจน ซึ่งเป็นสารก่อเกิดมะเร็ง ผงคาร์บอน เมื่อผงคาร์บอนทำปฏิกิริยากัน สารไนโตรไพริน สารอะโรเมติกโพลี ไซคลิคไฮโดคาร์บอน สารเทอโม-พลาสติกเรซิน ขณะที่เครื่องทำงานจะมีกลิ่นฉุน จากปฏิกิริยาของสารเคมีดังกล่าวนี้ ทำให้ผู้ใช้ที่ต้องสัมผัสนาน ๆ จะมีอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ง่วงซึม รู้สึกมึนชา

2. โลหะที่ใช้เคลือบลูกกลิ้ง เช่น ซิริเนียม หรือ แคดเมียม มีผลต่อผิวหนังทำให้เกิดความระคายเคือง มีตุ่มแดงหรือผื่นคัน นอกจากนั้นสารไตรไน โตรฟลูออริโนน เป็นสารก่อเกิดมะเร็ง

3. รังสีอัลตราไวโอเลต เป็นแหล่งกำเนิดความร้อน มีอันตรายต่อผิวหนังและสายตา ทำให้เยื่อบุตาอักเสบ ตาแดง ผิวหนังเกรียมไหม้ ถ้าสัมผัสนานอาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง

4. โอโซน เกิดขณะที่เครื่องกำลังทำงาน เกิดมาจากรังสีอัลตราไวโอเลต โดยที่ออกซิเจนจะรวมตัวกัน จนกลายเป็นโอโซน เมื่อผู้ใช้หายใจเข้าไปจะมีผลต่อระบบประสาท มีอาการง่วง มึนศีรษะ ปากคอแห้ง ระคายระบบทางเดินหายใจ ระคายตาและผิวหนัง

5. น้ำยาที่อาบกระดาษที่ใช้ในการถ่ายเอกสาร ได้แก่ สารฟอร์มัลดิไฮด์ ทำให้มีการระคายเคือง ของผิวหนัง ขณะที่ใช้งานอาจทำให้ผู้สัมผัสเป็นโรคผิวหนังอักเสบ

ารป้องกันอันตราย

1. การติดตั้งเครื่องถ่ายเอกสาร ไม่ควรตั้งติดผนังควรตั้งในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อให้สารเคมีที่ออกมาขณะปฏิบัติงาน จะเจือจางลงเพื่อลดการสัมผัสสารเคมีของผู้ปฏิบัติงานได้ ถ้าสามารถติดตั้งในที่โล่งไม่ใช่ ในมุมอับจะดีมาก หรือแยกเครื่องถ่ายเอกสารจากห้องผู้ปฏิบัติงานอื่น ๆ

2. ถ้าได้กลิ่นฉุนหรือไหม้ เนื่องจากการใช้งานมาก ต้องเลิกใช้ชั่วคราว หรือถ้าจำเป็น แจ้งช่างหรือผู้รับผิดชอบ

3. การบำรุงรักษาเครื่องเป็นประจำอยู่เสมอ จะช่วยให้ลดสารเคมีที่อาจเพิ่มปริมาณจากการใช้งาน

4. อย่ามองแสง อัลตราไวโอเลต ควรใช้แผ่นปิดทุกครั้งที่ใช้ถ่ายเอกสาร

5. ขณะที่เปลี่ยนถ่ายสารเคมี หรือผงคาร์บอน ผู้ปฏิบัติงานควรใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัย ได้แก่ถุงมือยาง ที่ครอบปาก ( Mask)

4 อันตรายและโรคที่เกิดกับการทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ (VDT)

ก่อนอื่นต้องทราบความหมายของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกว่า Visual display Terminals (VDT) คือ อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการจัดการ ประมวลผล และแสดงข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วยจอภาพ แป้นพิมพ์ แผงวงจรไฟฟ้า และตัวป้อนกระแสไฟฟ้า นอกจากนี้จะรวมเอาอุปกรณ์นำเข้าข้อมูล (input) เช่น mouse หรือ pointer และอุปกรณ์นำออกข้อมูล (output) เช่น printer ปัจจุบันเกือบทุกสำนักงานมีการใช้คอมพิวเตอร์กันอย่างแพร่หลาย วิวัฒนาการของอุปกรณ์เหล่านี้ได้พัฒนาเร็วมาก ปัญหาจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เก่า ๆ ถูกแก้ไข แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องยังต้องใช้สายตาในการเพ่งมองจอภาพจน เกิดอาการตาล้า และการกดแป้นพิมพ์หรือนั่งทำงานกับเครื่องเป็นเวลานานโดยไม่ได้มีการเคลื่อน ไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายส่งผลต่อปัญหาความปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ข้อมือ หัวไหล่ หลังหรือเอว และมีความเครียดซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีอาการหงุดหงิด ขาดสมาธิ เกิดความล้า

การที่ผู้ปฏิบัติงานมีอาการเจ็บ ปวดไหล่ ปวดหลังและปวดเอวต้องศึกษาดูถึงสาเหตุที่ทำให้เกิด เนื่องจากสภาพแวดล้อมการทำงานหรือขนาดของโต๊ะและเก้าอี้ของผู้ปฏิบัติงานไม่ เหมาะสม ตลอดจนถึงท่าทางการทำงานซึ่งมีผลการหมุนเวียนของโลหิตไม่สะดวก กล้ามเนื้อของร่างกายจะได้รับออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ ทำให้เกิดความเมื่อยล้า และปวดเมื่อยตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อทราบถึงสาเหตุ ซึ่งถ้าจากขนาดของโต๊ะ เก้าอี้ หรือระดับความสูงของอุปกรณ์ไม่เหมาะสม ก็ควรจัดสภาพและท่าทางการนั่งที่เหมาะสมตามภาพประกอบที่ 12

นอกจากนั้นระยะเวลาในการทำงานมีผลต่อการล้า จำเป็นต้องพิจารณาแก้ไขลักษณะงาน เช่น ทำงานอื่นร่วมด้วย หรือหากต้องอ่านหรือใช้แป้นพิมพ์ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ควรที่จะกำหนดระยะเวลาในการสัมผัสว่าทำเพียง 50 นาที และพัก 10 นาที เพื่อใช้มีช่องว่างได้พักผ่อนสายตาและข้อมือ ขณะเดียวกันผู้ปฏิบัติงานควรได้มีการออกกำลังกายในช่วงเวลาพักที่กำหนดเพื่อ ให้มีการยืดเส้นยืดสาย และทำให้มีการหมุนเวียนของโลหิตดีขึ้นการบริหารร่างกายควรบริหารเริ่ม ตั้งแต่คอ หลังส่วนบน หน้าอก แขนและหัวไหล่ ตลอดจนถึงการบริหารเอว ข้อมือและแขนเป็นต้น ในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานมีอาการล้าตา หรือระคายตาอาจเนื่องจาก จอคอมพิวเตอร์มีแสงจ้าเกินไป ซึ่งปกติไม่ควรเกิน 500 ลักซ์ ซึ่งแสงจ้าสามารถลดโดยการจัดวางตำแหน่งของแสง เครื่องจะใช้ Hood ครอบ หรือติดแผ่นกรองแสงแล้วแต่กรณี การจัดสภาพแวดล้อมหรือตำแหน่งการวางโต๊ะ เก้าอี้ กับตำแหน่งของแสงมีความสัมพันธ์กับการส่องสว่างค่อนข้างมาก ทั้งสามารถประหยัดพลังงานไปได้ส่วนหนึ่งปัญหาอีกอย่างที่สำคัญสำหรับผู้ ปฏิบัติงาน ได้แก่ ความเครียดอาจมีสาเหตุจากเสียงรบกวนจากเครื่อง Printer การใช้ mouse เสียงกดแป้นพิมพ์ หากมีเครื่องจำนวนมาก และพิมพ์พร้อมกันย่อมก่อให้ปัญหา มาตรการในการแก้ไขต้องวางแผนมาก่อนติดตั้งเริ่มดำเนินการ ซึ่งได้แก่ การปูพรม บุผนัง ด้วยอุปกรณ์ที่สามารถดูดเสียง หรือแยกแหล่งกำเนิดเสียงให้ออกจากห้องผู้ปฏิบัติงานนอกจากเรื่องของเสียง แล้วมีปัญหาเกี่ยวกับอากาศอุณหภูมิ และความชื้นที่มีผลต่อผู้ปฏิบัติงาน จากการศึกษาพบว่าผู้ปฏิบัติงานควรมีอุณหภูมิที่เหมาะสม ระหว่างอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ถึง 27 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ระหว่าง 40% - 70% มีความดังของเสียงไม่ควรเกิน 65 เดซิเบล จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด

ปัญหาอีกอย่างที่มักเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติงานคือความล้าของตา เนื่องจากระยะของการมอง ซึ่งต้องมองระยะใกล้เป็นเวลานาน เมื่อพักสายตา จะแก้ไขด้วยการมองไกลและการบริหารนัยตา ด้วยการกลอกตาเป็นวงกลม มองไปรอบ ๆ กว้างตามเข็มนาฬิกา 3 รอบ และกระพริบตาบ่อย ๆ เพื่อให้น้ำตาหล่อเลี้ยงได้ทั้งตา ช่วยลดความระคายตาและการล้าของตา

5 Sick Building Syndrome

นอกจากสารเคมีที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังได้พบผู้ที่ทำงานในสำนักงาน มีอาการของโรคที่เกิดขึ้นจนระบุชื่อว่าเป็นโรค Regionair Disease หรือ Sick Building Syndrome ซึ่งหมายถึงโรคอันเกิดขึ้นจากการทำงานในอาคารสำนักงาน ซึ่งได้จากการรวบรวมการบันทึกรายงานอาการของคนที่ทำงานในสำนักงานยุคใหม่ จากการศึกษาวิจัย ความสัมพันธ์ระหว่างอาการของโรคเหล่านี้กับระบบการระบายอากาศ หรือแหล่งมลภาวะที่เกิดขึ้นจากภายในและภายนอกอาคาร เนื่องมาจากคนที่ทำงานในสำนักงานนั้นต้องหายใจเอามลภาวะดังกล่าว โดยปราศจากวิธีการหรือมาตรการป้องกันอย่างถูกต้อง ลักษณะอาการต่าง ๆ ที่พบได้แก่ อาการปวดศีรษะ มึนงง เมื่อยล้า การระคายเคืองตา อาการไอ จมูกอักเสบ คลื่นไส้ อาเจียร ปวดท้อง เจ็บหน้าอก อาการต่าง ๆ เหล่านี้มองดูเหมือนเป็นอาการทั่ว ๆ ไปที่ไม่รุนแรงแต่เมื่อเป็นเรื้อรังทำให้ผู้ปฏิบัติงานอาจเป็น โรคหอบหืด ซึ่งจะปรากฎชัดเจนยิ่งขึ้น ได้มีการศึกษาวิจัยโดยการสำรวจผู้ปฏิบัติงานในสำนักงาน 2 แห่ง การเก็บข้อมูลได้เก็บจากผู้ปฏิบัติงานบันทึกข้อมูลของตนเองตามแบบสอบถาม ข้อมูลจากการไปพบแพทย์ และเอกสารที่เกี่ยวกับปัญหาทางด้านสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน

ในการศึกษาขององค์การอนามัยโลกในปี ค.ศ. 1984 ได้มีรายงานเสนอแนะเกี่ยวกับคนที่ทำงานในตึกหรืออาคารสูงที่เป็นผู้อาศัย ใหม่จำนวนร้อยละ 30 ได้มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคุณภาพของอากาศภายในตัวอาคาร ซึ่งเกิดจากการออกแบบอาคารที่ไม่ดี หรือปัญหาจากผู้อยู่อาศัยก่อให้เกิดมลภาวะ โดยมีข้อบ่งชี้ นอกจากอาคารตามที่ระบุแล้ว บางครั้งไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรค และผู้ที่มีอาการมักจะมีอาการดีขึ้น หรือหายป่วยหลังจากได้ออกจากอาคารนั้นไปแล้ว จากการศึกษาพบว่าคุณภาพของ อากาศมีความสำคัญ ได้มีข้อเสนอแนะจาก The American Society of Heating, Refrigerating and Air-Conditioning Engineers (ASHRAE) ค่ามาตรฐานในการจัดการระบายอากาศโดยกำหนดปริมาตรของอากาศ 2 ภายนอกอาคาร 15 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาทีต่อคน ในสำนักงานกำหนดให้มีปริมาตรของอากาศ 20 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาทีต่อคน ในพื้นที่ที่มีการสูบบุหรี่ต้องเพิ่มปริมาตรของอากาศให้สูงถึง 60 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาทีต่อคน

นอกจากนั้นปัญหาจากสภาพแวดล้อมของสารเคมีและสารชีวภาพ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส และเมล็ดพืช ฝุ่นต่าง ๆ ก็มีผลต่อการเกิดโรคตึกด้วย

การป้องกันและแก้ไข

1. แก้ไขปัญหาระบบทางเดินอากาศโดยระบบ Heat Vantilation Air Condition (HVAC) เช่น การทำความสะอาดแผ่นกรอง ฝ้า เพดาน พรม

2. มีมาตรการเด็ดขาดเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ ส่วนการใช้สี กาว สารละลาย และยาฆ่าแมลงให้ดำเนินการในพื้นที่มีการระบายอากาศดี

3. อุปกรณ์เกี่ยวกับการทำความสะอาดอากาศ แต่บางครั้งมีข้อจำกัดในการใช้

4. การให้การฝึกอบรมและการสื่อสารระหว่างบุคคลมีความสำคัญต่อโครงการจัดการ เกี่ยวกับคุณภาพของอากาศภายในอาคาร

เจ้าหน้าสรรหาว่าจ้างทำอะไรบ้าง มาดูการสรรหาว่าจ้าง มีขั้นตอนอย่างไร

Thursday, June 24th, 2010

เจ้าหน้าสรรหาว่าจ้างทำอะไรบ้าง เพื่อนๆที่ทำงาน HR มาดูกันครับ ว่าการสรรหาว่าจ้าง มีขั้นตอนอย่างไร

ขั้น ตอนของการสรรหาบุคลากร

1. วางแผนความต้องการด้านกำลังคน (Manpower Planning)
การดำเนินงานทางธุรกิจไม่เพียงแค่หวังผลสำเร็จในระยะสั้นเท่านั้น แต่ต้อง คำนึงถึงความอยู่รอดของธุรกิจในอนาคต การใช้ทรัพยากรด้านคน ซึ่งเป็นหัวใจของการดำเนินงานจึงต้องมีการกำหนดสำหรับอนาคตด้วย การวางแผนระยะยาวสำหรับความต้องการทางด้านกำลังคนของแต่ละองค์กรจึงเป็นสิ่ง ที่จำเป็น และเพื่อเป็นการส่งเสริมด้านการสรรหาคนให้ทันและพอแก่ความต้องการ จะได้ไม่เกิดการขลุกขลักขึ้นเมื่อมีตำแหน่งว่างลง เช่น พนักงานลาป่วย ลาออก เกษียณอายุ หรือเสียชีวิต แต่อย่างไรก็ตามองค์กรก็จำต้องมีแผน กำลังคนที่ไม่เฉพาะเพียงแต่ในด้านที่เพิ่มเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงในด้านลดด้วย สำหรับการกำหนดกำลังคนทดแทนนั้นปกติมักจะคำนวนเป็นร้อยละของกำลังคนทั้งหมด ขององค์กรในแต่ละปี ดังนั้นกำลังคนทดแทนและที่เพิ่มขึ้น จะเป็นเท่าใดจึงขึ้นอยู่กับความแปรเปลี่ยนมากหรือน้อยของปัจจัยต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

2. การคาดคะเนถึงจำนวนคนที่ต้องการ (Estimating quantity and type of employees needed)
การคาดคะเนถึงจำนวนและประเภทของคนที่องค์กรต้องการ เป็นความจำเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ควรกระทำก่อนการสรรหาบุคคล เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่า แผนกใดในองค์กร ต้องการ พนักงานจำนวนเท่าใด ในตำแหน่งอะไร ต้องการคนที่มีคุณสมบัติอะไรบ้าง โดยพิจารณาดูจากคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description) และคุณสมบัติของบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง (Job Specification)

3. ดำเนินการสรรหา (Recruitment)
ด้วยการพิจารณาถึง แหล่งการจ้างงาน , วิธีการติดต่อสื่อสาร และ การดำเนินการรับสมัคร ซึ่งจะกล่าวโดยละเอียดดังนี้

3.1 แหล่งของการจ้างงาน (Sources of Employees) โดยทั่วไปแล้ว แหล่งของการจ้างงาน จะแบ่งออกเป็นสองแหล่งคือ ภายในองค์กร (internal) และ ภายนอกองค์กร (external)

3.2 วิธีการติดต่อสื่อสาร (Communication Methods) การสื่อสารข้อความใด ๆ ก็ตามที่จะก่อให้เกิดความสนใจแก่บุคคล ตามที่เราต้องการนั้น จำต้องมีเทคนิคบางประการ ดังนั้นการติดต่อสื่อสาร เพื่อการสรรหาบุคคลได้ผล ต้องคำนึงถึงด้านต่าง ๆ ดังนี้
-การที่จะสื่อสารไปยังแหล่งใดนั้น ต้องดูว่าองค์กรต้องการพนักงานประเภทใด เพื่อให้การติดต่อสื่อสารนั้นประสบผลสำเร็จอย่างแท้ จริง เช่น ถ้าต้องการจ้างสตรีที่มีความชำนาญด้านเลขานุการ ก็ควรจะโฆษณาในวรสารสตรีสาร มากกว่าวารสารมวย เป็นต้น
-การประกาศรับสมัครงาน ปกติควรกำหนดระยะเวลาให้นานพอสมควร เพื่อให้บุคคลต่าง ๆ มี โอกาสทราบทั่วกัน และมีเวลาพอแก่การพิจารณาตัดสินใจว่า จะสมัครเข้าทำงานในตำแหน่งนั้น ๆ หรือไม่
-คำที่ใช้ในประกาศโฆษณา ควรเป็นที่ดึงดูดให้ผู้อ่าน หรือผู้ฟังสนใจโดยพยายามเน้นถึงผลประโยชน์ โอกาสก้าว หน้าหรือสวัสดิการอื่น ๆ ที่พึงจะได้รับเมื่อเข้ามาทำงานกับองค์กรแห่งนี้ บางครั้งองค์กรอาจเชิญชวนให้ผู้สนใจ ได้ไปชมกิจการของตนเสียก่อน เพื่อให้เกิดความสนใจยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นทางหนึ่งที่จะทำให้คนมาสมัครงานกับองค์กร มากขึ้น
-ประชาสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ที่สนใจ โดยช่วยตอบปัญหา ข้อข้องใจต่าง ๆ เกี่ยวกับการสมัคร
จัดทำเอกสารเกี่ยวกับกิจการขององค์กร สำหรับแจกแก่ผู้มาเยี่ยมชมกิจการหรือผู้ที่สนใจ
ส่งตัวแทนของ องค์กร ไปติดต่อ ให้คำแนะนำแก่นักศึกษา ตามสถาบันการศึกษา ที่สำเร็จการศึกษาในปีนั้น เพื่อชี้แจงให้ทราบถึงความต้องการขององค์กร ซึ่งเป็นการเสนอตลาดแรงงานแก่นักศึกษา

3.3 การดำเนินการ รับสมัคร กระบวนการสรรหาบุคคลขั้นต่อไปคือ การรับสมัคร ในขั้นนี้มีเทคนิคบางอย่าง ที่จะช่วยให้ทางองค์กรได้รับข้อเท็จจริงได้มากที่สุด การได้ข้อเท็จจริงมากเท่าใด ก็จะทำให้องค์กรสามารถคัดเลือกคนได้ดีเท่า นั้น การรับสมัครจึงต้องคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
-แบบฟอร์ม เป็นส่วนสำคัญที่จะได้ข่าวสารและข้อเท็จจริงจากผู้สมัคร ดังนั้น การออกแบบฟอร์ม จึงต้องให้กะทัดรัด ข้อความชัดเจนไม่คลุมเครือ และมีช่องให้กรอกรายการต่าง ๆ ตามที่องค์กรต้องการให้ครบถ้วน
-สถานที่ ควรจะเป็นสถานที่ที่ผู้สมัครไปได้สะดวก และควรแจ้งให้ผู้สมัครทราบอย่างชัดเจน การรับสมัครส่วนใหญ่ก็เป็นสถานที่ที่องค์กรตั้ง อยู่ แต่บางแห่งก็ให้ส่งใบสมัครไปยังตู้ไปรษณีย์ โดยมิได้แจ้งชื่อขององค์กรหรือชื่อของบริษัทเลย ซึ่งวิธีการถึงแม้จะสะดวก แต่ก็มีข้อเสียอยู่ว่า บุคคลในองค์กรที่รับสมัครอาจจะไปสมัครกันเอง หรือเมื่อมีผู้สมัครมาแล้วพบว่า เป็น องค์กรที่ไม่มีชื่อเสียงหรือไม่ต้องการทำงานนั้นจะเสียเวลาไปโดยเปล่า ประโยชน์ ดังนั้นจึงควรแจ้งชื่อขององค์กรหรือบริษัทเพื่อให้ผู้สมัครได้รับทราบ ก็เป็นการช่วยให้ผู้สมัครและองค์กรไม่เสียเวลา
-เวลา การ รับสมัครควรจะกำหนดเวลาให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้สมัครทราบว่าตนจะได้สมัครได้ภายในกำหนดระยะเวลาใดบ้าง
-หลักฐานต่าง ๆ ปกติการรับสมัคร ผู้สมัครต้องยื่นหลักฐานต่าง ๆ ให้ครบตามที่องค์กรต้องการ ดังนั้น องค์กรควรกำหนดให้ชัดว่าต้องการหลักฐานอะไรบ้าง เช่น รูปถ่าย สำเนาทะเบียนบ้าน ใบรับรองแพทย์ วุฒิบัตร ฯลฯ ควรกำหนดให้แน่นอนว่าต้องการอย่างละกี่ฉบับ เพื่อให้ผู้สมัครได้ตระเตรียมให้ถูกต้อง การรับสมัครก็ จะดำเนินไปอย่างราบรื่น
-เจ้าหน้าที่รับสมัคร ในการรับสมัครแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะทางไปรษณีย์หรือให้มาสมัครที่องค์กร ควรมีการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ และต้องประจำอยู่ตลอด เวลา เพราะการสมัครในบางครั้งอาจจะเกิดการสับสนเรื่องตำแหน่ง และวุฒิทางการศึกษา ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้รับสมัครจะต้องแก้ปัญหา ถ้ามีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันอาจทำให้เกิดปัญหาได้ว่าบางคนไม่สามารถแก้ ปัญหาได้ และถ้า บุคคลที่สามารถแก้ปัญหาได้ไม่อยู่ ก็อาจทำให้การรับสมัครเกิดความไม่คล่องตัว สร้างความเบื่อหน่ายให้กับผู้สมัคร ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ยอมสมัครเลยก็ได้

ที่มา : siamhrm.com

succession planning อาภรณ์

Thursday, June 24th, 2010

หลักสูตร ความก้าวหน้าในสายอาชีพ Career Path and Succession Planning (2วัน)

บรรยายโดยวิทยากร อาจารย์ ดร.อาภรณ์ ภู่วิทยพันธุ์

ความ จำเป็นในการฝึกอบรม (Training Needs)
ความก้าวหน้าใน สายอาชีพ หรือ Career Path เป็นปัจจัยจูงใจอย่างหนึ่งที่สำคัญซึ่งจะทำให้พนักงานมีความรู้สึกอยากที่จะ ทำงานอยู่ร่วมกับองค์การต่อไป และมีองค์การหลาย ๆ แห่งที่สูญเสียคนดีมีฝีมือ หรือพวกคนเก่ง (Talent Group) ไป เนื่องจากพวกเค้าหล่านั้นมองไม่เห็นความก้าวหน้าหรือการเติบโตในสายอาชีพ ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยทั้งในและต่างประเทศพบว่า พนักงานส่วนใหญ่จะลาออกเพราะไม่มีความก้าวหน้าในงานที่ทำ ทั้งนี้ปัญหาการลาออกที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อเนื่องไปยังการขาดกำลังคนที่จะ ทำงาน โดยเฉพาะกำลังคนที่อยู่ในตำแหน่งงานระดับบริหาร และจะเป็นปัญหาอย่างมากสำหรับองค์การที่มีอัตราการลาออกของผู้บริหารค่อน ข้างสูง ซึ่งองค์การนั้นยังไม่ได้มีการเตรียมหาผู้สืบทอดตำแหน่งงาน (Successor) ไว้

ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้เองมีสาเหตุหลัก ๆ จากการที่องค์การไม่ได้มีการออกแบบผังความก้าวหน้าในสายอาชีพ (Career Path) และแผนทดแทนตำแหน่งงาน (Succession Planning) ให้กับพนักงาน ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าองค์การหลาย ๆ แห่งยังไม่มีความรู้และแนวทางในการจัดทำ Career Path และ Succession Planning ได้อย่างถูกต้องและถูกวิธี

การ ออกแบบ Career Path และ Succession Planning ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่องค์การจะสามารถดำเนินการจัดทำเอง ขอเพียงแต่เข้าใจหลักและแนวทางในการออกแบบเท่านั้น ทุกท่านที่อยู่ในสายงานบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ย่อมสามารถจัดทำ Career Path และ Succession Planning ให้กับองค์การได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

วัตถุประสงค์ในการฝึกอบรม (Training Objectives)
-เพื่อให้ผู้เข้าสัมมนาเข้าใจการเชื่อมโยง Competency กับ Career Path และ Succession Planning
-เพื่อให้ผู้เข้าสัมมนาเข้าใจบทบาทและความรับ ผิดชอบของกลุ่มคนที่มีส่วนร่วมในการจัดทำ Career Path และ Succession Planning
-เพื่อให้ผู้เข้าสัมมนาเข้าใจแนวทางและขั้นตอนการกำหนด Career Path และ Succession Planning บน พื้นฐานของ Competency
-เพื่อให้ผู้ เข้าสัมมนามีโอกาสฝึกปฏิบัติจริงในการกำหนด Career Path และ Succession Planning
-เพื่อให้ผู้เข้าสัมมนาเข้าใจปัญหาและอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งการเตรียมความพร้อมในการนำ Career Path และ Succession Planning ไปใช้ในองค์การ
-เพื่อให้ผู้เข้าสัมมนาสามารถนำหลักและแนวทางการจัดทำ Career Path และ Succession Planning จากการฝึกปฏิบัติ (Workshop) ไปใช้ปฏิบัติได้จริงในองค์การต่อไป

หัว ข้อการฝึกอบรม (Training Topics)
วันแรก : Career Path
-การเชื่อมโยง Career Path กับงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development)
-ลักษณะทั่วไป และความจำเป็นของการจัดทำ Career Path ในองค์การ
-บทบาทและหน้าที่ของ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำ Career Path
-รูปแบบการจัดทำ Career Path — Traditional Career Path / Network Career Path / Dual Career Path
-แนวทางและขั้นตอนการจัดทำ Career Path บนพื้นฐานของ Competency
ขั้น ตอนที่ 1 : การศึกษาโครงสร้างองค์การ/ตำแหน่ง
ขั้นตอนที่ 2 : การวิเคราะห์งาน (Job Analysis) - การวิเคราะห์ความสามารถในงาน (Job Competency)
ขั้นตอนที่ 3 : การจัดกลุ่มงาน (Job Family)
ขั้นตอน ที่ 4 : การจัดทำ Career Model และเกณฑ์/มาตรฐานตำแหน่งงาน

Workshop — การออกแบบ Career Model บนพื้นฐาน Competency
Workshop — การกำหนดเกณฑ์/มาตรฐานตำแหน่งงานจาก Career Model ที่ออกแบบ
-แนวทางการ นำ Career Path ที่ออกแบบไปใช้จริงปฏิบัติในองค์การ
-การเตรียมความ พร้อม ปัญหาและอุปสรรคของการจัดทำ Career Path

วันที่ สอง : Succession Planning
-การเชื่อมโยง Succession Planning กับ Career Path
-ลักษณะทั่วไปและความจำเป็นของการจัดทำ Succession Planning ในองค์การ
-บทบาทและหน้าที่ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยว ข้องในการจัดทำ Succession Planning
-แนวทางและขั้นตอนการจัดทำ Succession Planning บนพื้นฐานของ Competency
ขั้นตอนที่ 1 : การกำหนดกลุ่มงาน/ตำแหน่งงานหลัก
ขั้นตอนที่ 2 : การ การกำหนดงาน และ Competency ของตำแหน่งงานหลัก
ขั้นตอนที่ 3 : การวิเคราะห์เพื่อหาผู้สืบทอดตำแหน่ง (Successor)
ขั้นตอนที่ 4 : การจัดทำแผนพัฒนารายบุคคล (IDPs) สำหรับผู้ที่เป็น Successor

Workshop — การออกแบบ Succession Planning บนพื้นฐาน Competency
Workshop — การจัดทำแผนพัฒนารายบุคคล (IDPs) สำหรับผู้สืบทอดตำแหน่ง (Successor)
-แนว ทางการนำ Succession Planning ที่ออกแบบไปใช้ปฏิบัติจริงในองค์การ
-การ เตรียมความพร้อม ปัญหาและอุปสรรคของการจัดทำ Succession Planning


ติดต่อบรรยาย-ขอใบเสนอราคาได้ที่
EasyRoad Training k.สุนทรีย์
สายด่วนโทร. 089-107-0304
Email:
Soontaree@easyroadtraining.com

วันลาป่วย แบบฟอร์ม

Thursday, June 24th, 2010

วันลาป่วย แบบฟอร์มวันลา (ลาป่วย / ลากิจ /ลาคลอด บุตร)

คณะวิทยาการสุขภาพและการกีฬา มหาวิทยาลัยทักษิณ

http://www.pt.tsu.ac.th/hss/2010/from/lapuy.doc